*จิตสำนึกของนักอ่านที่ดี... อ่านแล้วกรุณาคอมเม้น ไม่งั้น คุณจะไม่มีฟิคให้อ่านกันอีก!!! 
Title : Un - Finished ...
Cast : Ryo & Tomo & Uchi
Pic design&Typewrite: Pla-kung
Author : nakane_honey bee
Request : harutoakira (หลานรัก)
Chapter 9 ...."ลาจาก" ....
“คุณมีธุระอะไรกับผม ?” ไม่ทันตั้งตัวมาก่อนว่าจะได้พบพี่ชายของยามะพีในวันนั้น...ความตกใจไม่อาจเล่นงานเค้าได้ มันมีแต่ความแปลกใจมากกว่า ภายใต้ใบหน้านิ่งเฉยราวกับรูปปั้นของพี่ชายของคนรักตอนนั้น... คล้ายเป็นลางสังหรณ์ให้กับเรียว
“ผมพอจะรู้ว่าคุณกับโทโมะคบหากัน มันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ผมอยากขอบคุณคุณด้วยซ้ำที่ช่วยเหลือน้องชายผมในหลายๆเรื่อง” หลายเรื่องที่ทุกคนต่างรู้กันดี ยามะพีใช้ชีวิตสนุกไปวันๆ เที่ยวเล่นไปวันๆ ก่อนหน้าที่จะมาเจอเค้า เรียนก็ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ เค้าเข้ามาดึงชีวิตของยามะพีให้เป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การเรียนและนิสัยใจคอ...แต่เรียวคาดเดาไม่ได้จริงๆว่าพี่ชายของคนรักต้องการพูดเรื่องอะไร
“ทางเราต้องการให้โทโมะจังไปเรียนต่อที่เมืองนอก แต่เค้าไม่ยอมไป สาเหตุหนึ่งนั่นก็เพราะคุณ”
“ผม?” เส้นคิ้วคู่หนาของเรียวขมวดขึ้น รู้สึกต่อต้านผู้ชายตรงหน้าขึ้นมาอย่างยากจะห้ามความคิด
“เค้าอยากอยู่กับคุณ...”
“ไร้สาระ!!” เรียวสะกดอารมณ์ไว้ไม่อยู่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเหตุผลที่อีกคนกล่าวออกมา เป็นเพราะโกรธคำพูดแบบนั้น...หรือเพราะรู้สึกเหมือนว่ากำลังจะโดนพรากสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไปกันแน่
“เค้าไม่ได้บอกคุณสินะ...ว่าเค้าเพิ่งตรวจพบว่าตัวเค้าเองกำลังป่วย” การเอาน้ำเย็นเข้าลูบของทักกี้ดึงเอาความเกรี้ยวโกรธของเรียวลงมาได้มากทีเดียว ใบหน้าของชายหนุ่มถอดสีลงกระทันหัน
“เค้าป่วยเป็นอะไร?”
“เดือนก่อน อยู่ดีๆเค้าก็เป็นลมที่บ้าน ทางเราพาส่งโรงพยาบาลแล้วหมอก็บอกข่าวร้ายกับเรา...” เสียงรอบข้างราวกับไร้สิ่งมีชีวิตใดๆ หรือเพราะเป็นใจเพื่อให้เรียวรับฟังเรื่องของคนรักได้ชัดเจนหรือเปล่า
“หมอตรวจพบก้อนเนื้อร้ายที่สมองของโทโมะจัง... มะเร็งสมองระยะเริ่มแรก ทางเราอยากให้เค้าไปรับการรักษาให้เร็วที่สุด เค้าต้องได้รับการผ่าตัด ทางเราติดต่อโรงพยาบาลที่โน่นไว้เรียบร้อยแล้ว รอให้เค้าสอบเทอมสุดท้ายนี่เสร็จ แล้วจะให้เค้าเดินทางทันที”
“เค้าไม่เคยบอกผมเรื่องนั้น” คำว่า...แทบล้มทั้งยืน เรียวเพิ่งจะรับรู้ถึงรสชาติของมันก็ในวันนี้
“เค้าคิดว่ามันยังไม่ร้ายแรง...โทโมะจังทั้งดื้อแล้วก็หัวรั้น คุณเองก็น่าจะรู้จักนิสัยของแกดี กรุณาอย่าบอกเค้าเรื่องที่ผมมาพบคุณในวันนี้ ผมรู้ว่าคุณรู้ว่าควรจะทำอย่างไร เพื่อตัวโทโมะจัง เพื่อตัวคุณ รวมถึงครอบครัวของคุณด้วย” ถ้อยคำสุภาพในคราบของนักธุรกิจ...และคำทิ้งท้ายที่มีครอบครัวของเค้าไปเป็นเดิมพัน เรียวไม่คาดคิดจริงๆว่า ผลของมันจะเลวร้าย
โทรศัพท์ทางไกลจากบ้านที่โอซาก้ามีถึงตัวเค้าหลังจากนั้นไม่กี่วัน...พร้อมกับข่าวร้ายที่น่า อัปยสที่สุด แม่ของเค้าบอกผ่านโทรศัพท์มาว่า ไร่ของครอบครัวเค้าถูกฟ้องเรื่องโฉนดที่ดินว่าเป็นเอกสารปลอมแปลง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว พื้นแผ่นดินที่ทำกินกันมาหลายนับชั่วอายุคนจู่ๆจะมาถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกงมา....เห็นจะเป็นเรื่องตลกสิ้นดี
เรียวฉุกคิดไปถึงคำพูดของทักกี้ในคืนนั้น....ชายหนุ่มกำหมัดแน่นด้วยความเกรี้ยวโกรธ เล่นไม่ซื่อกันเห็นๆ... แล้วน้ำตาลูกผู้ชายก็ปรากฏให้เห็นเพียงหนึ่งวันก่อนการสอบวันสุดท้ายของชีวิตนักศึกษา บิดาเค้าเสียชีวิตลงเนื่องจากเส้นโลหิตในสมองแตก...ปัญหารุมเร้ามากมายจนเกินหาทางออกที่เพียงแค่สองมือของชาวไร่ธรรมดาๆจะรับมือไหว ตอนนั้นเค้าตื้อไปหมด แทบจะลากสังขารไปสอบวันสุดท้ายไม่ไหว...และทันทีที่เค้าก้าวเดินออกจากห้องสอบ ก็ตั้งใจจะกลับบ้าน
“เรียวจะรีบกลับไปไหน...สอบเสร็จแล้วอยู่เที่ยวด้วยกันก่อนสิ นะ..” เสียงของคนรักที่วิ่งตามหลังมาติดๆราวกับคีมเหล็กขนาดใหญ่ที่บีบแกนสมองของเค้าให้แทบแหลกเป็นจุล ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของทักกี้ แต่มันไม่ใช่ความผิดของยามะพี เค้าเฝ้าท่องอยู่ในหัวอยู่แบบนั้น
เรียวหันไปมองหน้าคนรัก...มองนิ่งๆ เพื่อจะจดจำใบหน้าของอีกคนเอาไว้ ปัญหาทางบ้านรอให้เค้าสะสาง แค่นี้เค้าก็เป็นลูกเนรคุณพอแล้ว...อีกอย่างถ้าไม่อยู่ที่โตเกียวเสียแล้ว ยามะพีจะดินทางไปรักษาตัวตามที่ควรจะเป็นด้วย..... ใช่แล้ว ทุกอย่างควรจะเป็นแบบนี้
“พ่อของฉันเสียเมื่อคืน...ต้องกลับโอซาก้าวันนี้”
“แล้วเรียวจะกลับมาวันไหน....เอางี้ให้ฉันไปบ้านเรียวด้วยได้ไหม ฉันจะได้ไปร่วมงานศพพ่อเรียวด้วย”
“ไม่ได้!!” เค้าทำให้ยามะพีตกใจ แต่ก็ไม่เหลือเวลาพอที่จะได้อธิบายอะไรมาก.... ถ้านายรู้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น ที่กำลังจะลากตัวฉันออกไปจากชีวิตนายคือ พี่ชายคนเดียวของนาย.... นายจะทำยังไง โทโมะ
“ฉันไม่ไปก็ได้....แต่เรียวจะกลับมาวันไหนเหรอ?” ดวงตากลมโตที่เรียวชอบมองนั้นดูขลาดๆกับการเอ่ยถามถึงวันที่จะได้พบกันอีก
“ไม่กลับ...ฉันจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว” เวลานั้นเรียวไม่อยากจะมองหน้าคนรักเอาเสียเลย....เค้าต้องหักห้ามใจอย่างหนัก ต้องท่องมันซ้ำๆอยู่แบบนั้นราวกับคนเสียสติ.... ไม่ใช่ความผิดของยามะพี น้ำตาร้อนๆบนสองแก้มของคนรักคือภาพสุดท้ายที่เค้าจดจำได้ไม่มีวันลืม... เรียวตัดใจเดินจากมาทั้งที่อยากจะเอื้อมมือไปเกลี่ยหยาดน้ำแห่งความอ่อนแอนั้นๆให้หายไปจากใบหน้าคนที่เค้ารัก
....แต่ถ้าเอื้อมมือไปสัมผัสเพียงปลายนิ้ว เค้าคงหักห้ามใจไม่ให้โอบกอดคนที่ร้องไห้จนตัวโยนตรงหน้าไม่ไหว ไม่เคยยอมรับกับตัวเองได้หนักแน่นเท่าในวันนั้น....
ว่าเค้ารักยามะพีจนหมดหัวใจ เค้ากลับมาเหยียบแผ่นดินบ้านเกิดหลังจากนั่งรถไฟชินคันเซนมาสองชั่วโมงกว่าๆ ทุกคนที่บ้านตกอยู่ในความโศกเศร้า... เรียวยังไม่กล้าแม้จะสบสายตาของผู้เป็นแม่ ลูกเลวๆคนหนึ่งเกือบจะทำใจจากสายเลือดหนึ่งของคนที่เป็นสาเหตุการตายของบิดาไม่ได้ ถ้าทักกี้ไม่เล่นสกปรกแบบนี้...เสียงร่ำไห้ที่ดังอยู่รอบตัวเค้าก็คงจะไม่เกิดขึ้น
อยู่ดีๆเรื่องที่บ้านเค้าที่ถูกฟ้องเรื่องโฉนดที่ดินก็หายเงียบไป... มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกในความคิดของคนในครอบครัวของเค้า แต่สำหรับตัวเค้าแล้ว...เค้าถือว่าทักกี้รักษาคำพูดได้ดีทีเดียว แค่ต้องการเขี่ยหินไร้ค่าที่กองเกลื่อนอยู่ตามพื้นดินเปื้อนฝุ่นอย่างเค้าออกจากชีวิตของยามะพีเท่านั้น... เท้าสะอาดๆของยามะพีต้องทนย่ำอยู่บนเศษหินสกปรกจนเกิดแผลเล็กๆมาเยอะเกินพอแล้ว….
คิดเสียว่าลมแรงๆวูบผ่านพัด เศษหินพวกนั้นหายไปสุดลูกหูลูกตา...แล้วเอาเท้าสะอาดๆของนายไปย่ำลงบนพรมเนื้อนุ่มเถอะนะ โทโมะ...
โชคดีที่การสอบครั้งนั้นเป็นเทอมสุดท้ายของชีวิตนักศึกษา เรียวจึงทำเรื่องย้ายออกจากหอพักและทำเรื่องติดต่อขอรับใบจบกับทางมหาวิทยาลัย แล้วมาทุ่มแรงและทุ่มมันสองทั้งหมดที่มีในการดูแลไร่ได้อย่างไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
แต่คำถามที่คนงานไร่คงคันปากอยากถามอยากรู้กันจนอึดอัดไปตามกัน ก็คงจะเป็นการที่เห็นผู้เป็นนายของตัวเองมักจะไปนั่งจมจ่อมอยู่คนเดียวลำพังตรงต้นไม้ในไร่เวลาที่ท้องฟ้าถูกระบายเป็นสีส้มเข้มตอนเย็นทุกวัน
หัวใจของเรียวต่อให้เข้มแข็งแค่ไหน...แต่พอเห็นดวงอาทิตย์ถูกกลืนเป็นสีส้มๆบ่งบอกเวลาแห่งยามเย็นเมื่อใด ก็ราวกับถูกดึงหัวใจทั้งดวงออกจากร่างกายไปเมื่อนั้น...
สี่ปีที่ผ่านมา...ทุกเย็นชีวิตเค้าไม่เคยขาดยามะพีเลยสักวัน
พอเลิกเรียนเสร็จ เดินมาถึงหน้ามหาวิทยาลัยก็จะพบเจอกับเจ้าของแก้มป่องๆ ตากลมๆ มายืนรออยู่เป็นประจำ... เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยเจี้ยวแจ้วอยู่ตลอดทางไปร้านต้นไม้ที่เค้าทำงานพิเศษ.. และคำว่า “พรุ่งนี้เจอกันที่มหา’ลัย” ยามที่เค้าเดินไปส่งยามะพีหน้าอพาร์ทเมนต์หลังจากขึ้นไปนั่งเล่น ดูทีวีด้วยกันบนห้องเค้าทุกๆวัน
ตอนที่ยืนอยู่ในช่วงเวลานั้น... ไม่เคยคิดว่าวัฏจักรชีวิตแบบนั้น สำคัญและมีค่าเลยสักนิด แต่พอมานั่งอยู่คนเดียว...หันไปไม่เจอ ก็เกลียดความจริงทุกที
เค้าเคยพร่ำเกลียดชีวิตที่ไม่มี.....ยามะพี
พร่ำคำว่าเกลียดอยู่แบบนั้น........จนนึกถึงวันสุดท้ายที่เลิกพูดถึงมันไปไม่ได้
...................................
...................
.............................
...................
..................................
ฮิโรกิหรือเปล่านะ ที่ช่วยสลัดคำๆนั้นออกไปจากชีวิตเค้าในที่สุด “น้าเรียวซ่อมกล่องเพลงให้พี่ฮิโระหรือยังฮะ...?” เด็กน้อยที่พรวดพราดเข้ามาทำให้เรียวดันลิ้นชักบนโต๊ะทำงานตัวเองเข้าไปตามเดิม ยังไม่ทันได้เปิดรูปใบนั้นขึ้นมาดู...เจ้าหลานตัวแสบก็วิ่งตึงๆเข้ามายืนเท้าสะเอวอยู่ตรงหน้าเตียง....
เรียวเลิกคิ้วขึ้นทวนคำที่หลานถามฟ่อๆอยู่...กล่องเพลงของฮิโระ
ดวงตาคมเสไปมองกล่องไม้สี่เหลี่ยมขนาดสองฝ่ามือ เค้าประคองกล่องไม้ที่วางอยู่บนหัวเตียงเค้า....กล่องเพลงที่เค้าทำให้ฮิโรกิในวันเกิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
“ชอบไหม?”
“ชอบฮะ ชอบที่สุดเลย ขอบคุณมากนะฮะพี่เรียว” ประกายสุกใสในดวงตาของฮิโรกิครั้งที่ได้รับของขวัญทำมือที่เค้าทำให้เป็นภาพที่เรียวถือว่ามันงดงามมากทีเดียว
ความที่ชอบคิดประดิษฐ์อะไรต่ออะไรอยู่เป็นทุน....ทั้งยังได้ร่ำเรียนในสิ่งๆนั้นมาจึงเลือกที่จะทำกล่องเพลงให้กับคนรักคนนี้...
แต่เมื่ออาทิตย์ก่อน...อยู่ดีๆลานของกล่องเพลงมันก็หยุดทำงาน คงจะเสียฮิโรกินำมันมาให้เค้าดูเพื่อซ่อม....แต่เพราะงานค่อนข้างจะยุ่งจึงไม่ได้ลงมือซ่อมมันเสียที
“น้าไม่มีเวลาเลย...เดี๋ยวคืนนี้น้าจะดูให้แล้วกัน” เรียวลองเปิดกล่องเพลงนั้นดู...แล้วมันก็ไม่ดังจริงๆ...สงสัยตัวเครื่องข้างในคงจะเสียเท่านั้น
“ผมเคยขอกล่องเพลงกล่องนี้พี่ฮิโระ....แต่พี่ฮิโระบอกว่าให้ไม่ได้ ผมไม่เห็นจะเข้าใจเลย ว่าทำไมถึงให้ผมไม่ได้”
“แล้วพี่ฮิโระบอกว่ายังไงล่ะ?” เด็กน้อยกระโดดขึ้นมานั่งข้างๆเรียวบนเตียง ทำหน้าฮึดฮัดแบบฉบับเด็กอยากโต...เอานิ้วจิ้มที่คางราวกับขบคิดถึงคำพูดของพี่ฮิโระที่แสนใจดีคนนั้น
“พี่ฮิโระบอกว่า...กล่องเพลงนี้คือความสุขของพี่ฮิโระ ถ้าผมเอามา ความสุขของพี่ฮิโระก็จะหายไป”
“เค้าบอกเราอย่างนั้นเหรอ?”
“ฮะ....พี่ฮิโระบอกผมแบบนี้ ผมล่ะงง” เด็กน้อยมาโทริยังทำท่าครุ่นคิดต่อไปก่อนจะไถลตัวนอนกลิ้งๆบนเตียงของผู้เป็นน้า เด็กน้อยเห็นเพียงแผ่นหลังของน้าชายเท่านั้น แต่ใบหน้าที่กำลังเจ็บปวด เรียกว่าเป็นโชคดีของเด็กน้อยนักที่ไม่ทันได้เห็น... เพราะต่อให้เห็นเด็กวัย 8 ขวบอย่างมาโทริก็คงไม่เข้าใจมันอยู่ดี
กล่องเพลงนี้คือความสุขของพี่ฮิโระ ถ้าผมเอามา... ความสุขของพี่ฮิโระก็จะหายไป แล้วตอนนี้ที่ฮิโระกำลังร้องไห้...เป็นเพราะกล่องเพลงใบนี้ใช้การไม่ได้รึเปล่านะ?
“หาอะไรเหรอลูก?” เสียงผู้เป็นแม่ถามเมื่อเห็นว่าลูกชายที่หายเข้าไปในห้องตั้งแต่คุยกับตนเสร็จ เดินออกมาหาอะไรวักอย่างตรงใต้ขั้นบันไดเล็กๆกลางบ้าน
“กล่องอุปกรณ์นะครับ...จะเอาเครื่องมือไปซ่อมกล่องเพลง” ชายหนุ่มก้มๆหามันจนสุดท้ายก็เจอ แล้วผลุบหายเข้าไปในห้องอีก เห็นหลานตัวเองยังนอนขดอยู่กลางเตียงก็ไม่กล้าปลุก...จึงปล่อยให้หลับต่อไปแบบนั้น
เสียงกุกๆกักๆ ถอดโน่นใส่นี่ดังอยู่หลายชั่วโมง ตลอดเวลาที่เค้าแกะเจ้ากล่องเพลงใบนั้นซ่อม เรียวจมอยู่กับการซ่อมกล่องเพลงนั้นจนเหลือบมาดูนาฬิกาอีกทีก็เกือบจะเที่ยงคืนอยู่แล้ว
เค้าซ่อมมันไม่ได้...แปลกที่เป็นคนทำมันมากับมือแต่กลับซ่อมมันไม่ได้
หรือว่า...ความสุขของฮิโรกิจะไม่มีวันกลับมาอีกครั้งแล้วจริงๆ “น้าเรียว...ทำอะไรอยู่ฮะ?” สุดท้ายเสียงงัวเงียๆของมาโทริที่รู้สึกตัวตื่นก็ทำให้เค้าวางมือจากกล่องเพลงที่ไร้เสียงนั้น...ไว้ไปหาซื้ออะไหล่ตัวใหม่มาเปลี่ยนดีกว่า
ชายหนุ่มจัดการให้เจ้าหลานตัวยุ่งนอนดีๆก่อนที่จะไปอาบน้ำแล้วกลับมานอนกับหลานขี้เซา เรียวลอบมองกล่องเพลงใบย่อมที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานเค้า...มองจนนับจำนวนรอบไม่ไหว ยิ่งมองมันก็ยิ่งนึกถึงเจ้าของกล่องเพลงกล่องนี้
น้ำตาเหือดแห้งไปบ้างหรือยังนะ....?
เค้าหวังให้ฮิโรกิหยุดร้องไห้...เหมือนกับที่หวังให้อีกคนหนึ่งหยุดร้องไห้ด้วยเช่นกัน “อรุณสวัสดิ์ครับ....คุณยามาชิตะ” แสงแดดยามเช้าที่เกาะอยู่ตรงของหน้าต่างเรียกรอยยิ้มให้กับยามะพีได้ไม่บ่อยหลังจากตื่นขึ้นมา....แต่พอเดินลงมาชั้นล่างของเรือนใหญ่ก็พบกับเจ้าของไร่เข้าจังๆ ดีที่ว่าเมื่อวานพอได้ทำความรู้จักกันไปบ้างแล้ว
“อรุณสวัสดิ์ครับ...คุณโยโกยาม่า”
“จะออกไปเดินเล่นเหรอครับ”
“ครับ....” บทสนทนารับอรุณที่นานสุดๆ ใครจะคาดคิดว่าจะจบลงที่ความปวดหนึบๆที่หัวใจ
“ผมพอจะรู้เรื่องคุณกับเรียวสมัยมันเรียนที่โตเกียว....แต่คุณคงจะไม่ค่อยรู้เรื่องมันตอนที่อยู่ที่นี่สักเท่าไหร่?”
“คุณโยโกยาม่าจะพูดเรื่องอะไรเหรอครับ?” ดวงตากลมโตจดจ้องใบหน้านิ่งๆนั้นไม่หลบ...มันเป็นความจริงที่ไม่อาจวิ่งหนีไปไหนได้เลย...ว่าที่นี่ ไม่ใช่ที่ของเขาจริงๆ ไม่ว่าใครต่อใคร ก็เป็นของอุจิ ฮิโรกิไปซะหมด
“ผมรู้ว่าคุณไม่ใช่คนเลว....” โยโกเดินใกล้เข้ามา...พูดด้วยน้ำสียงเย็นเยียบ นี่คงกำลังจะคลั่งตายเพราะห่วงน้องชายตัวเองสินะ... ยามะพีชั่งน้ำหนักสองความคิดในหัวตัวเองว่าจะก้าวถอยออกมาไม่ต่อคารมกับร่างสูงตรงหน้าหรือว่าจะวิ่งเข้าชนไปเลยดี
ตัวคนเดียวอย่างเค้า...จะโงหัวขึ้นจากบ่อนรกแห่งความน่าสมเพชได้บ้างไหมนะ?
“แต่บางครั้งคนเราถ้าเข้าตาจนนัก ก็ต้องทำให้ตัวเองอยู่รอดไม่ใช่เหรอครับ”
“หลายปีที่ผ่านมาทำไมคุณอยู่มาได้...แค่กลับมาเจอไอ้เรียวมันอีกครั้ง ถึงกับจะตายเลยเหรอ ถ้าไม่ได้มันกลับไป” ฝ่ามือบางกำเข้าหากันจนสั่นไปหมด...อยากตะโกนใส่หน้าร่างสูงไปให้หายคับแค้นนัก
ผมไม่เถียงว่าผมอยู่ได้โดยไม่มีเรียว...แต่คุณไม่รู้หรอก โยโกยาม่าคุง... ว่าผมต้องอยู่มาแบบไหน?...
อยู่ไปวันๆ...หายใจรดทิ้งๆให้หมดไปวันแล้ววันเล่า...ร้องไห้อยู่คนเดียว กอดตัวเองเวลาเหงา... ผมอยู่มาแบบนั้น คุณไม่รู้หรอกว่ามันทรมานมากกว่าการตาบไปเลยกี่ร้อยกี่พันเท่า
“ถ้าฮิโรกิต้องเสียใจไปมากกว่านี้ ผมจะไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น!!”
TBC.
........................................
:D ถือเป็นการฉลองวันเกิดให้กับอุจิ ฮิโรกินะจ๊ะ (เกี่ยวไหม?) ตอน 10 รอวันเกิดใครดีเอ่ย คิดๆๆๆ .................="=
ขอบใจปลาคังเหมือนเดิมที่พิมพ์ให้ จุ๊บๆ
เราทำบลอกเกาหลีด้วยใครอยากอ่านตามลิงค์ไปได้ค่ะ
http://haneibee.blog117.fc2.com/
*วิธีการเม้น กด コメント:... อันที่สามของแถวข้างล่างนะค่ะ แล้วเม้น
ช่องแรกใส่ชื่อ แล้วก็เม้นเหมือนสตอรี่ไทยปรกติ แล้วกด Submit
แล้วมันจะขึ้นเป็นอีกหน้าสีขาว ๆ ก็กดปุ่มนูน ๆ ข้างล่างสุดค่ะเป็นอันเรียบร้อย
ขอบคุณทีให้ความร่วมมือค่ะ.............