*จิตสำนึกของนักอ่านที่ดี... อ่านแล้วกรุณาคอมเม้น ไม่งั้น คุณจะไม่มีฟิคให้อ่านกันอีก!!! 
Title : Un - Finished ...
Cast : Ryo & Tomo & Uchi
Pic design&Typewrite: Pla-kung
Author : nakane_honey bee
Request : harutoakira (หลานรัก)
Chapter 9 ...."ท้ายที่สุด"....
รถกระบะสีขาวกลางเก่ากลางใหม่ค่อยๆเบาเครื่องจนดับสนิทเยื้องจากหน้าเรือนใหญ่แห่งไร่โยโกยาม่า หลังจากเข้าไปดูแลงานในไร่ตัวเองเรียบร้อยก็แวะมาหาคนรัก มาหาเจ้าของกล่องเพลงที่เค้าซ่อมมันทั้งคืน... แต่ก็ไม่สำเร็จ
“คุณโทมะคะ... ผู้กำกับขอคุยด้วยหน่อยค่ะ”
“ได้ครับ... เดี๋ยวผมตามไป” ได้ยินเสียงสนทนาดังมาจากทางข้างเรือน เรียวเดินตามเสียงนั้นไปเงียบๆ เห็นผู้หญิงคนที่มาเรียกโทมะเดินไปแล้ว เว้นแต่โทมะที่ยืนกดมือถืออยู่ สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตก แล้วคนถูกลอบมองก็หันมา
“มีอะไรหรือเปล่าครับ?” โทมะลดมือถือลงข้างตัว ถามเรียวอย่างสุภาพ
“คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ถ้ามีอะไรก็บอกผมได้” เรียวมองไปยังมือถือในมือของโทมะ คิดว่ามันอาจจะเสียก็เป็นได้ แล้วที่ออกปากพูดไปอย่างนั้นเพราะอยากช่วยเหลือจริงๆ ยังไงเสียที่นี่ก็เป็นถิ่นเค้า หากเดือดร้อนเค้าก็พร้อมจะช่วย
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ขอบคุณมาก ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ”
“เชิญ...” หนุ่มหน้าคมพยักหน้า หลีกให้โทมะไปทำงาน อะไรบางอย่างในดวงตาของคนที่บอกว่าไม่มีอะไรฉุดรั้งให้เรียวเป็นกังวลขึ้นมา โทมะกดโทรศัพท์หาใคร... ท่าทีที่ไม่เป็นสุขนั้นมาจากสาเหตุใดกัน
“พี่เรียว มายืนทำอะไรตรงนี้ฮะ?” เสียงของฮิโรกินำมาก่อนเจ้าตัวทำให้เรียวเก็บเรื่องคั่งค้างใจไว้ก่อน ยิ้มให้คนทำหน้าสงสัย เมื่อวานที่กลับไปโดยความคลางแคลงใจพอพ้นข้ามคืนฮิโรกิก็ทำราวกับลืมมันเสียสิ้น... เรียวไม่แน่ใจว่าฮิโรกิเป็นประเภทโกรธง่ายหายเร็วหรือเป็นประเภทไหนกันแน่
“กินข้าวหรือยังเรา... พี่ว่าจะมาฝากท้องที่นี่สักหน่อย”
“ผมกินแล้วฮะ แต่ถ้าพี่เรียวจะทานเดี๋ยวผมให้แม่บ้านเตรียมให้” รอยยิ้มกว้างส่งมาอีก เดินเคียงคนรักเข้าเรือนใหญ่ก่อนจะหายเข้าไปในครัวสั่งแม่บ้านจัดมื้อเที่ยงให้กับเรียว การไปมาหาสู่อยากให้เหมือนที่ผ่านมา... การพูดคุยอยากให้เหมือนที่ผ่านมา... แม้กระทั่งเรื่องของความรู้สึกก็อยากให้มันเหมือนที่ผ่านๆมาเช่นกัน
อยากให้มันเป็น.... อยากให้ข้างในหัวใจมันเป็นแบบนั้น
แต่ทำไมกันในเวลานี้.... มันช่างยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก
“เดี๋ยวพี่เรียวจะกลับไร่หรือเปล่าฮะ ผมจะได้ไปด้วย ไม่รู้ว่ามาโทริจังงอนหรือเปล่าที่เมื่อวานไม่ได้ไปสอนการบ้านให้”
“พี่จะเข้าตัวเมืองน่ะ แต่แวะไปส่งเราก่อนก็ได้”
“ฮะ...”
บ่ายแก่ๆ เห็นจะได้ที่เรียวขับรถพาฮิโรกิไปส่งที่ไร่ตัวเองก่อนจะเข้าตัวเมือง ชายหนุ่มไม่ได้บอกว่าเข้าตัวเมืองไปเพื่ออะไร ยังไงเรียวก็ต้องหาอะไหล่ตัวใหม่มาซ่อมกล่องเพลงกล่องนั้นให้ได้ ชายหนุ่มใช้เวลาไม่นานนักสำหรับการหาอะไหล่ที่ต้องการ... แล้วแวะไปหามารุที่คลีนิก
“คราวนี้พาใครมาให้ทำแผลอีกล่ะแก?”
“อยากทำแผลให้ตัวเองไหมล่ะ...ฉันจะช่วยสงเคราะห์ให้” เรียวทิ้งตัวลงนั่งในห้องส่วนตัวของคุณหมอปากเก่ง กวนเข้าให้จนมารุไม่อยากต่อปากต่อคำเอาเสียเลย
“จะชวนไปกินข้าวที่ไร่ ว่างหรือเปล่าล่ะ?”
“ตอนเย็นเหรอ ก็ได้นะ... ว่าแต่นายจะกลับเลยหรือเปล่า คนไข้ฉันยังไม่หมดเลย”
“เดี๋ยวว่าจะแวะไปซื้อของกินให้แม่ก่อน ฉันค่อยกลับมาหานายที่คลีนิกอีกทีแล้วค่อยไปไร่ฉันพร้อมกัน”
“อืม...ตกลง” เป็นอันว่าเรียวจะกลับมาพบเพื่ออีกทีหลังจากหาซื้อของกินให้แม่ ชายหนุ่มขอตัวออกไปก่อนไม่รบกวนมารุต่อ เค้าเดินหาของโปรดของผู้เป็นแม่ ขนมของเจ้ามาโทริ รวมไปถึงเบเกอร์รี่อร่อยๆ ที่ฮิโรกิชอบกิน ควงตาคมขยับปีกหมวกเหลือบมองท้องฟ้าสีขมุกขมัว... ฝนมีทีท่าจะตกหนัก
เรียวขับรถมาถึงสวนสาธารณะกลางตัวเมืองโอซาก้า... นึกถึงคนที่พามาคุยหลายวันก่อน แปลกที่เค้าไปที่ไร่โยโกเมื่อเช้าแล้วไม่พบแม้แต่เงา
“โทโมะ!!” ชายหนุ่มเหยียบเบรกกระทันหันตั้งใจแค่จะขับรถผ่านๆ แต่สายตาดันเห็นใครบางคนเข้า สายฝนที่เทกระหน่ำลงมาแล้วราวครึ่งชั่วโมงไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนกำลังอาบชะโลมร่างของคนๆนั้นไว้ ยามะพียืนกอดตัวเองสั่นงกงันอยู่ใต้ต้นไม่ข้างม้านั่ง.... ตัวที่เค้าสองคนเคยนั่งวันนั้น
“มาที่นี่ได้ยังไง ใครพามา?”
“เกี่ยวอะไรกับเรียวด้วย ปล่อย!”
“อยากเป็นไข้ตายหรือไง กลับไปกับฉัน”
“อย่ามายุ่ง!”
“ไม่ได้อยากยุ่ง แต่ไม่อยากให้ใครมาตายที่นี่ เข้าใจไหม?” เรียวตะคอกฝ่าสายฝน โมโหคนหัวดื้อที่สะบัดมือกลับ ไม่ยอมตามเค้าไปขึ้นรถ
“แม้แต่ศพฉัน... เรียวก็รังเกียจที่จะให้แปดเปื้อนที่นี่เหรอ?”“อย่าพูดแบบนั้นอีกนะ โทโมะ ไปขึ้นรถได้แล้ว เร็ว!!” เหตุการณ์ซ้ำซ้อนกับวันนั้นไม่มีผิด บังคับขู่เข็ญยังไงยามะพีก็พยศไม่เลิกจนเรียวต้องอุ้มยัดใส่รถ เสียงฟ้าคะนองดังติดๆกันอยู่หลายครั้ง... ช่วยสงบความรั้นของคนหัวดื้อได้ ยามะพีชะงักมือที่จะเปิดประตูรถออกเพราะกลัวเสียงฟ้าร้อง
“ยังกลัวไม่เลิก นายนี่ไม่เหมาะกับหน้าฝนจริงๆ” เรียวนึกขันกับอาการหวาดกลัวเสียงฟ้าผ่าของอีกคน แต่ไหนแต่ไรมา...เคยกลัวอย่างไรก็อย่างนั้น
“สงสัยพายุจะเข้า ขับต่อไม่ได้แน่ๆ”
“หรี่แอร์ได้ไหม หนาวจะตายอยู่แล้ว” ยอมเปิดปากพูดจนได้ ยามะพีกอดอกสั่นราวกับลุกนกตกน้ำ เจ้าของรถจัดการหรี่แอร์ให้พลางถอดแจ็กเก็ตตัวนอกของตัวเองที่เปียกโชกออก มองเสื้อผ้าของอีกคนที่เปียกพอกัน
“ถอดเสื้อนอกออกซะ ใส่ไว้แบบนั้นไข้จับพอดี”
“ไม่เป็นไรหรอก”
“ตามใจ ว่าแต่นายเข้าตัวเมืองมาได้ยังไง แล้วมาทำอะไรคนเดียวที่สวนนี่?” เลิกตื้อให้ยามะพีถอดเสื้อแต่ยังคาดคั้นให้ตอบให้ได้ว่ามาที่นี่ได้ยังไง
“ฉันไม่ได้ถามชื่อไว้ แต่เป็นคนในไร่โยโกยาม่าซังนั่นล่ะ เห็นว่าจะเข้าตัวเมืองฉันเลยขอติดรถเข้ามา
“แล้วตอนนี้หมอนั่นอยู่ไหน นายถึงมาอยู่คนเดียวแบบนี้?”
“ไม่รู้” จงใจรวนกันไหมไม่แน่ใจแต่ยามะพีตอบง่ายๆ ว่าไม่รู้แล้วเบือนหน้าหนีไปทางกระจกข้าง.... ปิดปากเงียบเหมือนเดิม เรียวเองก็ถอดใจจะเค้นความต่อ นั่งเงียบๆรอให้เม็ดฝนซาลง แต่ยิ่งรอก็ยิ่งหนักกว่าเก่า เวลานี้ฝนตกลงมาราวกับฟ้ารั่ว
“หนาวมากไหม?” เข้าสุ่ชั่วโมงที่สองที่ได้แต่นั่งรอในรถ แอร์ที่หรี่เบาจนแทบไม่เหลือความเย็นไม่ได้ช่วยให้คนเบาะข้างๆหายหนาวสั่น ยามะพีพยักหน้า.. เพราะหนาวจริงๆ สุดท้ายเรียวก็ตัดสินใจสตาร์ทรถขับออกจากหน้าสวนนั้น ยามะพีคิดว่าอีกคนคงจะขับกลับไร่แต่กลับไม่ใช่....
“ฝนตกหนักขนาดนี้ขับฝ่ากลับออกนอกตัวเมืองไม่ได้หรอก...อันตราย” หนุ่มหน้าคมบอกขณะบังคับพวงมาลัยเลี้ยวเข้าถนนเส้นใน.... ผ่านสี่แยกกลางตัวเมือง จนถึงตึกสีขาวตึกหนึ่ง ยามะพีหันไปมองคนขับ...ไม่เข้าใจว่าทำไมเรียวถึงพามาที่นี่
“นี่กุญแจครับ…” พนักงานโรงแรมตรงเคาว์เตอร์ยื่นกุญแจให้เรียวร้อมกับคำนับให้ ชายหนุ่มเดินนำเข้าไปในลิฟต์ปล่อยให้ยามะพีเดินตามเงียบๆทั้งที่ยังงุนงงอยู่ จนเสียงประตูปิดลงจึงรู้ตัวว่าเข้ามาอยู่ในห้องพักของโรงแรมกับเรียวลำพังสองคน
“นายเป็นไข้ง่าย รีบๆเข้าไปแช่น้ำอุ่นๆซะ” คนพามาถอดเสื้อยืดตัวเดียวที่สวมอยู่ออกคว้าผ้าขนหนูของทางโรงแรมพันรอบเอว... ปลดเข็มขัดและกางเกงยีนส์สีซีดออก ยามะพีเบือนหน้าหนีรีบผลุบเข้าห้องน้ำไป..
ในหัวตีกันจนยุ่งไปหมด พยายามคิดแค่ว่าที่เรียวพามาที่นี่เพราะพายุฝนที่ตกอย่างบ้าคลั่งข้างนอกนั่น....เท่านั้น
“ใส่นี่ดีกว่า... คลุมไว้จะได้ไม่หนาวมาก เดี๋ยวฉันให้พนักงานเอาชุดของเราสองคนไปอบแห้งจะได้ใส่กลับ”
“แล้วแต่สิ...” รับชุดคลุมตัวยาวสีขาวมาจากเรียว ปล่อยให้อีกคนหยิบชุดที่เปียกในห้องน้ำกับชุดของเจ้าตัวที่เปียกพอกันส่งให้พนักงานของโรงแรมที่มารออยู่หน้าห้อง ยามะพีเปิดม่านออกดู สายฝนไม่ซาลงเลยแม้แต่นิด ท้องฟ้าเวลานี้มืดสนิทจนน่ากลัว พอเห็นว่าเรียวเข้าไปอาบน้ำจึงโล่งใจขึ้นมา... ไม่ได้เตรียมใจว่าจะต้องมาอยู่กันตามลำพังแบบนี้ในสถานที่แบบนี้ด้วยซ้ำ...
หรือว่าเป็นเจตจำนงของพระผู้เป็นเจ้า...ที่เวทนากันขึ้นมานะ?
“อาจจะต้องค้างที่นี่ เมื่อกี้มีรายงานข่าวว่าถนนเส้นนอกเมืองถูกตัดขาด แล้วฝนก็จะตกหนักทั้งคืนด้วย” ร่างบางสะดุ้ง กำลังคิดอะไรเพลินๆ คนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จก็เดินมาพูดใกล้ๆ
“หมดฤทธิ์จริงหรือโกรธอะไรฉันกันแน่ โทโมะ?”
“ฉันไม่ได้โกรธเรียว...ฉันแค่เหนื่อย” ถามมาก็ตอบไป ยอมรับว่าไม่ได้โกรธเรียวและก็เหนื่อยจริงๆ เหนื่อยทั้งกาย...เหนื่อยทั้งหัวใจ ข้างในมันปวดปร่าไปหมด วันนี้ที่ติดรถคนที่ไร่เข้ามาในตัวเมืองเพราะอยากอยู่คนเดียว... ไม่อยากรับมือหรือต่อกรอะไรกับใครแล้ว แค่โยโกคนเดียวเมื่อเช้าก็เกินทน
“กินยากันไว้ดีกว่า....อ่ะ” เรียวยื่นยามาให้สองเม็ดพร้อมกับน้ำ เคยเป็นกันไหมความรู้สึกที่อยากดูแลใครสักคน....ทั้งที่ไม่สมควรแบบนี้
“พรุ่งนี้ฉันจะกลับโตเกียว...” มือที่ถือยากับแก้วน้ำค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ดวงตาคมจดจ้องใบหน้าขาวด้วยหัวใจที่เต้นแปลกๆ คนที่อยากดูแลกำลังจะตีจาก...
“ฉันมีเรื่องอยากจะถามเรียวเป็นครั้งสุดท้าย เรียวตอบฉันได้ไหม?”
“.........”
“ทำไมถึงไม่ถอดสร้อยออก...?” ทั้งที่ผ่านมาถึงห้าปี ไหนจะมีคนรักใหม่แล้วแต่ใยกันถึงสวมมันอยู่ คนถูกถามวางของในมือทั้งหมดลง... เดินไปหยุดตรงบานหน้าต่าง
“ไม่รู้สิ... ฉันตอบไม่ได้”
“เรียวต้องตอบได้สิ ตัวเรียวเองแท้ๆ ถ้าเรียวตอบไม่ได้แล้วใครจะตอบ?”
“จะรู้ไปทำไม ฉันจะใส่หรือไม่ใส่ มันสำคัญยังไง?”
“สำคัญสิ...มันสำคัญกับฉันมาก เพราะฉันอยากจากเรียวไปโดยไม่ติดค้างอะไรอีก” ยามะพีก้าวมายืนอยู่ตรงหน้าคนที่มองออกไปนอกหน้าต่าง ศักดิ์ศรีมีเท่าไรก็เอามาทุ่มทิ้งจนหมด ไม่เหลืออะไรจะเอามาค้ำคอค้ำใจให้ตัวเองมีคุณค่าอีกต่อไปแล้ว....
“ตอบฉันมาสิเรียว ตอบมา... ทำไมไม่ถอดสร้อยของฉันทิ้งไปซะตั้งแต่วันที่คบกับฮิโรกิ? ยังใส่มันไว้ทำไม....
ใส่ของของคนที่เรียวไม่รักแล้วไว้ทำไมอีก??”“ไม่ใช่ ฉันไม่ได้ไม่...” เรียวสวนขึ้นมาแต่ชายหนุ่มไม่ยอมพูดมันให้จบ คนที่ฉุนเฉียวจะเอาคำตอบอยู่เมื่อกี้อึ้งไปเล็กน้อย... น้ำตาที่คลอเต็มสองเบ้ากลิ้งลงมาอาบแก้ม
“เรียว~~” ยามะพีโผเข้ากอดคนตรงหน้า ถ้าเรียวไม่ได้หมายความในอย่างที่ตนคิดจะต้องผลักตนออก... เมื่อไรกันเล่าที่ความหวังลมๆ แล้งๆ พวกนี้จะรู้จักหมดรู้จักสิ้นลงเสียทีนะ
Tlu……Tlu……Tlu
ใครกันนะช่างโทรมาได้ถูกเวลาเสียจริง เรียวปล่อยยามะพีที่กอดตนไว้ออกเดินไปรับโทรศัทพ์ที่แผดร้องอยู่บนเตียง เป็นมารุที่โทรมา... เรียวเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านัดเพื่อนให้ไปกินข้าวที่บ้านไว้
“ฉันคงจะค้างบ้านเพื่อนในเมืองนี่ล่ะ โทษทีนะมารุ” เสียงทุ้มกรอกปลายสายไป ยามะพีเห็นว่าเรียวกดตัดสายแต่ไม่อยากเข้าข้างตัวเองเลยที่เห็นว่า...เรียวปิดเครื่อง
“ขอดูรอยสักที่หลังหน่อย... เมื่อกี้ฉันเห็นแว่บๆ นายสักอะไรไว้?” หนุ่มหน้าคมถาม ตอนที่ยามะพีออกมาจากห้องน้ำตอนแรกพันผ้าขนหนูที่เอวมาเฉยๆ เค้าเห็นว่าที่หัวไหล่ข้างขวาอีกคนสักอะไรไว้สักอย่าง
“ทำไมถึงอยากดู?” ดวงตากลมโตช้อนมอง มันวาวด้วยหยาดน้ำที่เพิ่งจะจางหาย
“ให้ฉันดู....” เรียวพูดเบาๆแต่ย้ำหนักแน่น จนร่างบางยอมแพ้ยอมให้ดู มือขาวค่อยๆเลิกสาบเสื้อคลุมด้านขวาออก.... จนร่นมาตกอยุ่ที่ข้อศอก หันหลังให้
“โทโมะ~~~ ทำแบบนี้ทำไม?” แผ่นหลังสีน้ำผึ้งนั้นสะเทือนน้อยๆด้วยแรงสะอื้น... ยิ่งความร้อนจากปลายนิ้วแกร่งแตะต้องมัน เห็นมันแล้วสินะ... เห็นความซื่อสัตย์ที่แสนงี่เง่า... เห็นความภักดีที่แสนงมงายของฉันเข้าจนได้ ฉันก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขที่โง่เง่าสิ้นดีตัวหนึ่งหรอก คอยแต่จะกระดิกหางตามเจ้าของของมันอยู่ตลอดเวลา
“เรียว?” เจ้าของแผ่นหลังสีน้ำผึ้งสะดุ้งโหยงเมื่อริมฝีปากร้อนๆของอีกคนประทับลงบนรอยสักนั้น.... แล้วเลื่อนขึ้นมายังท้ายทอย...ซอกคอ หลังใบหูและข้างแก้ม ยามะพีพลิกตัวกลับมาหาเจ้าของรอยจูบบนแผ่นหลังตน เผยอริมฝีปากรอจูบที่เฝ้าคิดถึงมายาวนานถึง 5 ปีเต็ม
“อือ...” ริมฝีปากที่กดแนบลงมาเรียกเสียงครางในลำคอ จูบลึกล้ำและดูดดื่มไม่มีใครคิดหยุดมัน เรียวสอดลิ้นเข้าในโพรงปากเล็กตวัดหาความหวาน....ที่เคยหวานยังไงก็ยังคงหวานอย่างนั้น
“ฉันน่ะ...ถ้าเป็นเรียว ต่อให้พรุ่งนี้ต้องตาย ก็จะไม่เสียใจอะไรอีกแล้ว” พูดความในใจเมื่อเรียวถอนจูบออก ชุดคลุมหลุดลงไปกองกองที่พื้นด้วยการปลดของเจ้าตัวเอง ดวงตากลมโตจดจ้องคนที่ยืนนิ่ง... ผิวสวยสีน้ำผึ้งเด่นกระจ่างอยู่กลางห้อง
ไม่ได้แตะต้องร่างกายสวยงามนี้มานานแสนนานนัก... หลอกตัวเองไม่ได้ว่าไม่อยากแตะต้องมันอีก แต่ถ้าวันนี้เค้าแตะต้อง... น้ำตาของใครอีกคนจะต้องหลั่งรินออกมา
น้ำตาของเจ้าของกล่องเพลงที่ไร้เสียงกล่องนั้น...
“ผมรักพี่เรียว....” คำของเด็กหนุ่มที่ชานเรือนไม้วันนั้นก้องอยู่ในหัว เรียวก้าวถอยออกห่างมาหนึ่งก้าว ในหัวมีแต่คำบอกรักของฮิโรกิ แต่ดวงตากลับมีแต่ร่างกายของคนที่อยากแตะต้องของยามะพี
...พี่กำลังจะซ่อมกล่องเพลงกล่องนั้นให้แล้ว ฮิโระ...
...ที่ฉันไม่ถอดสร้อยเส้นนั้นออก นายอยากรู้จริงๆเหรอโทโมะ...
...”พี่ขอยืมเสื้อเราให้เพื่อนพี่เปลี่ยนหน่อยนะ”...
...”เอาคืนไป ของๆคนที่แย่งเรียวไปจากฉัน ฉันไม่ใช้!!”…
…”ไม่มีฮะ แต่ถ้าพี่เรียวมีอะไรจะบอกก็บอกมาเถอะ ผมจะฟัง”...
...”เรียวลืมฉันได้ลงคอ ทั้งที่ฉันไม่เคยลืมเรียวสักวัน”...
…“พี่เรียวเปลี่ยนเสื้อด้วยก็ดีนะฮะ ไม่มีใครเค้าจะเดาได้หรอกว่าพี่เรียวมีของแบบนั้นอยู่ได้ยังไง ทั้งๆที่พี่เรียวเองก็ไม่มีแผลที่ตัวเลยวักนิด”...
…”เรียวเป็นจูบแรกของฉัน”...
…”ผมชื่อฮิโรกิฮะ”...
...”รู้อะไรไหมเรียว คาซึยะเคยบอกฉันว่า สูบมันมากๆกลัวไม่ตายไวหรือไง แล้วฉันตอบไปว่าอะไรรู้ไหม ฉันตอบคาซึยะไปว่าถ้าสุบมากๆ จนตายแล้วลืมเรียวได้ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ”...
…”แล้วจะให้ผมพูดอะไรดีล่ะฮะ... ก็พี่เรียวกอดเค้าไปแล้ว กอดคนอื่นที่ไม่ใช่ผมไปแล้วนี่นา”...
...”พี่เรียวรักผมได้ไหมฮะ...ตอนนี้?”...
...”จำฉันได้ไหม เรียว....จำได้ไหม โทโมะไง”...
“เรียว” ชายหนุ่มหลุดจากห้วยภวังค์ที่บีบแกนสมองให้ระลึก ตระหนักและทบทวนมันทั้งหมด... ร่างเปลือยก้าวเข้ามาแนบชิดซุกอยู่กับอก ยามะพีไม่ได้เชิญชวน แค่กำลังโหยหาความรักที่ขาดหายไป...
.................................
......................
...............
........
....................ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา
ท้องฟ้าเบื้องบนสว่างจ้าผิดกับเมื่อคืนที่มืดดำสนิทเพราะพายุฝน... รถกระบะสีขาวคันคุ้นตาแล่นพ้นปากทางเข้าไร่โยโกยาม่าในเวลาประมาณ 7 โมงเช้า มันวิ่งบนทางดินลูกรังสีแดงขนาบสองข้างด้วยพืชพันธุ์ไม้เขียวชอุ่ม... จนมาหยุดอยู่หน้าเรือนใหญ่
คนในเรือนใหญ่วิ่งออกมาพร้อมกับสีหน้าที่อิดโรย โยโก ฮิโรกิ และ โทมะยืนรอให้ทั้งสองคนที่หายตัวไปเมื่อคืนก้าวลงจากรถ และหนึ่งในคนรอก็สะกดความโมโหไว้ไม่ไหว
“ไอ้ระยำ!! ไหนมึงรับปากกูว่าจะไม่ทำให้ฮิโระเสียใจไง!!” เป็นโยโกที่เสยหมัดหนักๆเข้าที่ปลายคางของเรียว... แรงและเร็วจนไม่มีใครเข้ามาห้ามทัน คนถูกต่อยร่วงลงไปกองที่พื้น เลือดสีแดงสดซึมอยู่ที่มุมปาก
“พี่ยู....หยุดฮะ หยุด!!”
“ปล่อยพี่ฮิโระ พี่จะเอาเลือดไอ้ลูกแหง่นี่ออก ปล่อยพี่!!” ฮิโรกิกระเด็นหลุดออกด้วยสู้แรงสะบัดของพี่ชายตนเองไม่ไหว... โยโกตามเข้าไปต่อยซ้ำ เท้าข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนหน้าอกของเรียว คนหนึ่งระเบิดใส่ไม่ยั้งกับอีกคนหนึ่งที่ไม่คิดสู้ใดใดเลยแม้แต่นิด...
“พอซะทีเถอะ!! หยุดได้แล้ว!!” สุดท้ายกลับเป็นยามะพีที่ตวาดออกมาเสียงดัง ร่างบางไม่ได้เข้าไปยื้อยุดด้วย หรือไม่ได้เข้าไปช่วยขวางเหมือนฮิโรกิ เจ้าตัวเพียงแค่สั่งให้โยโกยุติความบ้าคลั่งอยู่ข้างๆโทมะ ก่อนจะเดินเข้าเรือนใหญ่ไปหลังจากเอ่ยอีกประโยคหนึ่งออกมา
“วันนี้พวกเราจะกลับโตเกียว...” ไม่ใช่ความแหนงหน่ายต่อความรักที่ตามหามาห้าปีเต็ม ไม่ใช่ว่ายกธงยอมแพ้เพราะหมดหนทางสู้ แต่มันสุดทางแล้ว ... มันถึงทางตันที่จะดันทุรังเดินต่อไปอีกแล้วจริงๆ
โทมะตามเจ้านายตัวเองเข้าไป ที่ห่วงจนนอนไม่หลับเมื่อคืนที่หายไปไม่ติดต่อกลับมาซักนิด.... ยิ่งทวีความห่วงมากขึ้น เคยขอร้องให้กลับแต่ไม่ยอม แล้วพอวันนี้จู่ๆยืนยันออกมาเองว่าจะกลับแบบนี้ เกิดอะไรขึ้นกันแน่....สำหรับค่ำคืนที่เต็มไปด้วยสายฝนอันหนาวเหน็บนั้น
“พี่เรียวกลับไปก่อนนะฮะ...” ฮิโรกิที่ยังจับแขนพี่ชายตัวเองไว้ ขอกับคนรัก อยากเข้าไปประคองคนที่ค่อยๆพยุงตัวพิงรถกระบะ อยากเข้าไปกอด... อยากเข้าไปเช็ดหยดเลือดที่อาบเต็มหน้าของเรียวใจแทบขาด แต่ถ้าขืนปล่อนแขนโยโกไป เรียวจะต้องแย่กว่านี้ ฮิโรกิลากตัวพี่ชายโมโหร้ายเข้าเรือนใหญ่... หันมามองคนรักที่ยังยืนอยู่ที่เดิม ทอดมองอย่างวิงวอนอีกครั้งจนเหยียบเข้าไปถึงห้องโถงกลางเรือนจึงได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้น
ไม่มีใครรู้ว่าสองคนนั้น....หายไปไหนด้วยกันมา?
ไม่มีใครอยากคิด....ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น?
และ...ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น
รถตู้ของยามาชิตะกรุ๊ปจอดรอท่าอยู่หน้าเรือนใหญ่หลังโอ่อ่า... อุปกรณ์การถ่ายทำทุกอย่างถูกขนขึ้นรถไปหมดแล้วเรียบร้อย ทีมงานครบทีมยืนออกันจนเต็มบริเวณนั้น รอเจ้านายหนุ่มเพียงคนเดียวลงมาจากขั้นบนเสียที
ยามะพีเดินลงมาจาดบันไดเห็นโยโกกับฮิโรกิรอส่งอยู่ด้วยก็ก้มหัวขอบคุณ เรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานต้องแยกกันให้ออก
“ผมขอบคุณมากนะครับ สำหรับการเอื้อเฟื้อสถานที่สวยๆให้ทางเราถ่ายทำโฆษณา”
“ไม่เป็นไร... เรียบร้อยทุกอย่างก็ดีแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นผมกับทีมงานขอลาเลยนะครับ นี่เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆจากทางยามาชิตะกรุ๊ปครับ” ยามะพียื่นซองสีขาวให้กับเจ้าของไร่และก้มหัวขอบคุณอีกครั้ง เดินนำโทมะไปที่รดตู้ที่จอดรออยู่...
จบลงแล้วสินะ... ปาฏิหาร์ยที่สั้นนิดเดียว
“คุณโทโมะ....” ยังไม่ทันที่ยามะพีจะก้าวขึ้นรถตู้ เด็กหนุ่มหน้าหวานก็ตามออกมา
“ผมขอเวลาสักครู่นะโทมะ...บอกทีมงานให้รอหน่อย”
“ครับ...” โทมะรับคำเจ้านายหนุ่มขึ้นไปรอในรถก่อนปล่อยให้ยามะพีเดินกลับไปหาฮิโรกิที่วิ่งตามออกมาถึงหน้าเรือน
เป็นการเผชิญหน้ากันครั้งสุดท้ายกับสองหัวใจที่บอบช้ำพอๆกัน
“ฉันรักเรียวมาทั้งหมด 9 ปี แต่ 5 ปีหลังฉันรักเค้าพร้อมกับที่นายก็รักเค้าเหมือนกัน” ยามะพีระบายยิ้มน้อยๆ สบตาคนตรงหน้า วันนี้เลือกที่จะหยิบเสื้อคอลึกมาใส่เพราะต้องการให้ฮิโรกิเห็นบางอย่างบนคอตัวเอง เห็นมันไหม...ฮิโรกิ?
“นายได้อยู่กับเค้ามากกว่าที่ฉันได้อยู่ รู้อะไรไหมฮิโรกิ ฉันอิจฉานายนะ อิจฉามากด้วย แต่ฉันจะไม่เอาความอิจฉาของฉันมาทำร้ายใครอีกแล้ว...”
“คุณหมายความว่ายังไง?” เด็กหนุ่มตีคำพูดนั้นไม่ออก หรือเพราะมัวแต่จับจ้องอยู่แต่สร้อยเส้นสวยที่มีจี้เป็นรูปโลกเล็กๆที่คอของยามะพีกันแน่... พี่เรียวคืนสายสร้อยให้คุณโทโมะ...เมื่อคืนอย่างนั้นเหรอ?
“ก็ฉันจะกลับโตเกียวแล้วยังไงล่ะ และตั้งใจว่าจะไม่มาที่นี่อีก เรื่องฉันกับเรียวมันจบลงแล้วจริงๆ”
“แต่ที่ผ่านมาพี่เรียวไม่เคยลืมคุณสักวัน”
“ฉันเชื่อว่า นายจะทำให้เขาลืมฉันได้ ไปก่อนนะ... ฮิโระจัง” มือบางแตะที่แก้มขาวใสของฮิโรกิเบาๆ ยามะพีพูดมันออกมาจากใจและทำมันด้วยความบริสุทธิใจ
รถตู้คันใหญ่ถูกกลืนหายไปกับแสงอาทิตย์ยามสาย เด็กหนุ่มยืนนิ่งที่เดิมไม่ไหวติง ครั้งแรกที่ได้เห็นรอยยิ้มของยามะพีและเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นมัน
“ฉันรอที่บริษัทนะโทโมะ นายต้องมาที่นี่ก่อนนะ...เข้าใจไหม?”
“รู้แล้วน่า...ฉันจะหนีนายไปได้ยังไงคาซึยะ แล้วเจอกัน” เสียงใสๆหัวเราะคิกคักลอดมือถือไปเมื่อเพื่อนรักโทรมาย้ำว่าให้เข้าบริษัทก่อนทันทีที่รู้ว่าตนกลับ ยามะพีกำสายสร้อยที่คล้องคออยู่ มองออกไปนอกหน้าต่างรถ จดจำทุกภาพของที่นี่ให้หมด
ลาก่อนนะ....ปาฏิหาร์ย“มานานหรือยัง ฮิโระ?” เสียงทุ้มร้องถาม เปิดประตูห้องนอนเข้ามาก็พบกับคนรักที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของตน... มือจับเจ้ากล่องเพลงที่ยังไม่ได้ประกอบเข้าให้เหมือนดิม
“พี่เรียวซ่อมมันเหรอฮะ ผมนึกว่าพี่จะลืมมันไปแล้ว”
“พี่ไม่ลืมหรอก แต่...พี่ซ่อมมันไม่ได้”
“ไม่ต้องซ่อมมันแล้วล่ะฮะ ปล่อยมันไว้แบบนี้ล่ะ” ฮิโระกิค่อยๆหยิบพวกนอตตัวเล็กตัวน้อยกอบใส่ถุงผ้า...
“ทำไม?”
“กล่องเพลงมันคงหมดแรงจะเล่นแล้วล่ะฮะ อย่าไปบังคับมันเลย” เหมือนผม.. ผมก็หมดแรงจะสู้ต่อเต็มที สิ่งที่ผมเฝ้าค้นหามาตลอดว่าอะไรกันที่กั้นผมกับพี่เรียวไว้ ผมค้นหามันจนเหนื่อย...วิ่งหาราวกับคนบ้า หวาดหวั่นกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้มาตลอด ตอนนี้ผมพบมันแล้วฮะ....ผมพบมันแล้ว
....ผมพบความรักที